One Championship ทัวร์นาเมนต์ MMA ถนนสู่ความภาคภูมิใจของนักสู้เอเชีย

เมื่อเกือบ 10 ปีก่อนกีฬาต่อสู้แบบผสมผสาน หรือ MMA นั้นยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในกลุ่มคนไทยและผู้คนในแถบทวีปเอเชียมากเท่ากับในปัจจุบันนี้ นั่นอาจจะเป็นเพราะภาพลักษณ์ของการต่อสู้ที่ดุเดือดจนถูกมองว่ามีความรุนแรงและอันตรายมากจนเกินไปที่จะเข้ามาฝึกซ้อมและเรียนรู้ จึงได้รับความนิยมเพียงในต่างประเทศแถบยุโรปเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่มีนักสู้ของไทยและเอเชียหลายคนที่ต้องการก้าวขึ้นสู่สังเวียนการชก MMA แต่กลับไม่มีสมาคมที่ให้การสนับสนุนในด้านนี้ จนได้มีทัวร์นาเมนต์สำหรับชาวเอเชียโดยเฉพาะอย่าง One Championship และได้รับการตอบรับจากผู้คนในทวีปเอเชียที่ชื่นชอบมวย MMA เป็นอย่างดีตลอดมาอีกด้วย อีกทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงนับได้ว่าเป็นถนนสู่ความภาคภูมิใจของนักชกท้องถิ่นเอเชียเป็นอย่างมากจากจุดยืนคือ ความต้องนำศิลปะการต่อสู้ประจำชาติที่มีความสวยงามมาแลกเปลี่ยนกันจากการต่อสู้บนเวทีมวย จึงได้กลายเป็นจุดกำเนิดนักสู้ทั้งชายและหญิงมาแล้วมากมายจนถึงปัจจุบัน

เส้นทางแชมป์ของนักสู้ MMA ที่ได้มา ไม่ใช่เพราะโชคช่วย

เส้นทางของนักสู้ระดับแชมป์ของทัวร์นาเมนต์ ไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาง่าย ๆ ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ ไม่ต่างจากนักกีฬาประเภทอื่น จุดยืนสำคัญอยู่ที่ตัวเองเป็นสำคัญ

  • ใฝ่หาความรู้ มีวินัยและมีความขยันในการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ ถือว่าเป็นการทุ่มเทขั้นพื้นฐานของนักสู้และนักกีฬาทุกประเภท เพราะต้องเตรียมความพร้อมทางร่างกายก่อนแล้วจึงจะสามารถฝึกซ้อมท่วงท่าต่อสู้ต่าง ๆ ได้ดี
  • มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง โดยต้องมีเป้าหมายเป็นแรงจูงใจ ถ้าอยากไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้อย่างเวทีชก One Championship หรือมองไกลถึงระดับโลกอย่าง UFC ก็จะสามารถรักษาหน้าที่ของตนเองได้ดี
  • เชื่อฟังในคำแนะนำของโค้ชผู้ฝึกสอน เพราะจะได้รับเทคนิคต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นและรู้ข้อบกพร่องของตัวเองเพื่อนำไปพัฒนาสไตล์การชกให้ดีขึ้น เพราะกว่าจะก้าวมาเป็นนักสู้มืออาชีพได้นั้น ทุกคนย่อมมีข้อบกพร่องที่ต้องปรับปรุงแก้ไขมาก่อน จนมีสไตล์การชกที่ดีและลงตัวที่สุดสำหรับตัวเอง
  • มีทัศนคติที่ดีต่อ มองในแง่บวก ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะในการแข่งขัน ควรมองว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี การชนะเป็นรางวัลชีวิต ความพ่ายแพ้ก็เป็นโอกาสที่ดีเช่นกัน เพื่อการกำจัดข้อบกพร่องที่มีได้ในอนาคต แล้วจะกลายเป็นนักสู้ให้แกร่งได้อย่างแน่นอน
  • นักสู้ MMA ต้องมีใจสู้และหนักแน่น ไม่กลัวการปะทะหรืออาการบาดเจ็บซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ตามปกติของกีฬาประเภทต่อสู้

MMA คือศิลปะการต่อสู้ ไม่ใช่ความรุนแรงและป่าเถื่อน

One Championship ทัวร์นาเมนต์ จะสามารถการันตีได้ว่า MMA คือศิลปะการต่อสู้ ไม่ใช่การใช้ความรุนแรงและป่าเถื่อนอย่างที่ยังมีใครอีกหลายคนเข้าใจ สามารถฝึกซ้อมได้ทุกเพศทุกวัย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีเป้าหมายที่การลงแข่งขันก็ยังมองเป็นเรื่องของการออกกำลังกายที่ดีประเภทหนึ่ง ในส่วนของการแข่งขันต่อสู้นั้นจะมีกติการะบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามใช้ท่าต่อสู้ที่รุนแรง ซึ่งอาจจะเป็นเหตุทำให้คู่ต่อสู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยมีกรรมการคอยดูแลและกำกับตลอดการชก จึงไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น แม้แต่ผู้หญิงเอเชียที่รูปร่างบอบบางและตัวเล็กยังก้าวขึ้นสู่สังเวียนใหญ่ระดับภูมิภาคได้มาแล้วหลายคน และเชื่อว่าในอนาคตน่าจะไปได้ไกลถึงระดับโลกเช่นกัน

เพราะมีเหตุผลดี ๆ ที่ว่า…ทำไมต้องเรียนศิลปะการต่อสู้ MMA

หลาย ๆ คนที่กำลังอยากจะตัดสินใจเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ MMA ซึ่งกำลังกลายเป็นกระแสนิยมสากล แต่ก็ยังมีความกังวลอยู่ว่าเมื่อฝึกซ้อมแล้วจะมีความปลอดภัยหรือไม่หรือกลัวอาการบาดเจ็บต่าง ๆ นานา ในส่วนของการฝึกซ้อมนั้นย่อมจะต้องมีบ้างที่จะได้รับอาการฟกช้ำเนื่องมาจากการปะทะกัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสเหมือนกับที่เคยกังวลอย่างแน่นอน เพราะในเรื่องการป้องกันจากการสวมใส่การ์ดแขน เข่า ขา ศีรษะและนวมอย่างถูกวิธีทุกครั้งก็สามารถช่วยเซฟร่างกายได้เป็นอย่างดี และอย่ามองเพียงเพื่อมีไว้ป้องกันตัวเท่านั้นแต่เหตุผลดี ๆ ที่ว่า ทำไมต้องเรียนศิลปะการต่อสู้ MMA นั้นมีมากกว่าที่คุณคิด เมื่อได้เข้ามาสัมผัสแล้วจะสามารถมองเห็นคุณค่าได้อีกหลายด้านให้กับชีวิตอย่างแน่นอน

คุณค่าที่จะได้รับจากการเรียนศิลปะการต่อสู้ MMA

  1. เพื่อป้องกันตัวเอง น่าจะเป็นสิ่งแรกที่ผู้คนนึกถึงและตัดสินใจที่จะเรียน MMA ที่มีความหลากหลายของสไตล์การต่อสู้และเลือกที่ถนัด เพราะจะทำได้ดีแบบมีความมั่นใจ ไม่เพียงแต่การได้เทคนิควิธีดี ๆ เท่านั้น ยังสามารถทำให้มีการคาดการณ์เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายได้อย่างชาญฉลาดอีกด้วยแล้วจะสู้กลับเมื่อถึงคราวจำเป็นจริง ๆ
  2. มีวินัยและมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เพราะความชำนาญจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการฝึกฝนและทำซ้ำ ๆ จนเกิดเป็นนิสัย เมื่อมีข้อผิดพลาดใด ๆ เกิดขึ้นก็สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ เมื่อเกิดความชำนาญแล้ว แน่นอนว่าความมั่นใจก็ตามมาด้วยเช่นกัน
  3. ได้สุขภาพและพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง จากการได้ออกกำลังกายเป็นประจำ ทั้งการวอร์มอัพ การฝึกซ้อมเทคนิคต่าง ๆ และการยืดหยุ่นหลังจากฝึกซ้อม เรียกว่าร่างกายได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง ระบบในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. มีความเป็นสากลนิยม ไม่ตกเทรนด์ ถ้าฝึกซ้อมอย่างจริงจังสามารถยึดเป็นอาชีพและมีรายได้จากการเข้าร่วมแข่งขันในสังเวียนระดับภูมิภาคอย่าง One Championship และระดับโลกอย่างสังเวียน UFC ได้อีกด้วย
  5. ได้เรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตและมีค่านิยมทางบวก เพราะการเรียนศิลปะการต่อสู้ MMA มุ่งเน้นด้านความอดทนแบบมีความอ่อนน้อมถ่อมตน กติกามีไว้ให้ยึดหลักคุณธรรมและจริยธรรม โดยเฉพาะในวัยเด็ก ถ้ามีโอกาสได้เข้ามาเรียนรู้จะสามารถปลูกฝังทักษะชีวิตที่ดีได้ตั้งแต่เด็กเพื่อโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป

ก้าวสู่การเป็นนักสู้ MMA ที่ดีได้อย่างไร

การก้าวเข้าสู่การเป็นนักสู้ MMA ที่ดีนั้นควรมาด้วยความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะทางด้านจิตใจต้องมุ่งมั่นอดทน ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่จะต้องเจอแต่ควรรู้จักหาทางแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์ที่เจอนั้นให้ได้ มีความพร้อมที่จะรับฟังข้อบกพร่องและพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นตามคำแนะนำของครูผู้ฝึกสอน มีความเชื่อมั่นในตนเองเชื่อในความสามารถของตนเอง มีความรับผิดชอบ รู้จักควบคุมอารมณ์และควรเป็นทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดี ในด้านร่างกายก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำลายสุขภาพ ฝึกเทคนิคเดิมให้ชำนาญไปพร้อม ๆ กับการเรียนรู้เทคนิคใหม่ ๆ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถเรียกได้ว่าเป็นนักสู้ MMA ที่ดีได้อย่างแน่นอน

สวยใสสไตล์ซุปตาร์ MMA ของไทย เธอคนนี้ไม่ได้มีดีแค่ความสวย

ในปัจจุบันนี้ คนไทยเริ่มรู้จักกับศิลปะการต่อสู้แบบผสมสาน หรือ MMA (Mixed Martial Arts) มากขึ้นเพราะได้รับความนิยมไปทั่วโลก รวมถึงแถบทวีปเอเชีย เนื่องจากมีนักกีฬาหลากหลายแขนงที่ให้ความสนใจทั้งนักมวย นักคาราเต้และเทควันโด เป็นต้น และไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ชายเท่านั้นแต่ยังรวมถึงผู้หญิงสาวสวยก็ยังให้ความสนใจและเอาดีได้ในการเป็นนักกีฬา MMA แบบไม่ห่วงสวย เธอคนนี้ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่น่าจับตามอง ริกะ อิชิเกะ สาวสวยใสลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้มีดีแค่ความสวยเท่านั้น แต่ความน่าสนใจจนอยู่ในระดับซุปตาร์ยังมาจากความสามารถด้านการต่อสู้บนเวทีมวย One Championship สังเวียน MMA อันดับหนึ่งแห่งทวีปเอเชีย กับการขึ้นเวทีชกครั้งแรกก็เอาชนะคู่ต่อสู้ไปได้อย่างงดงาม

ความสามารถที่ได้รับการยอมรับบนสังเวียน MMA อาชีพ

แน่นอนว่าบนสังเวียนมวยนั้น ต้องขึ้นมาด้วยความสามารถจริง ๆ จึงจะยืนหยัดอยู่ได้ โดยเฉพาะสังเวียนใหญ่ระดับทวีปและระดับโลก ในด้านความสามารถที่ได้รับการยอมรับจนได้ฉายาสุดน่ารักว่า “Tiny Doll ตุ๊กตาน้อย และ Smiling Assassin ยิ้มสังหาร” ซึ่งก็น่าจะมาจากความสวยใสน่ารักของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ที่พ่วงด้วยความสามารถด้านการชกมวย ซึ่งใครได้รู้จักกับเธอคนนี้ก็ต้องร้อง ว้าว!!! เพราะเป็นนักกีฬาชกมวยในระดับแถวหน้าของทวีปเอเชียจากสถิติการรวม 4 เธอทำได้ถึง 3-1 ในการแข่งขันรายการ One Championship

ในการแข่งขัน ริกะ อิชิเกะ จะใช้ไหวพริบในการต่อสู้อยู่เสมอ ถึงแม้จะรูปร่างเพรียวบาง โดยท่าที่เธอสามารถทำให้คู่ต่อสู้ยอมจำนนได้นั้นก็คือ ท่าเฮดล็อคและหักรัดให้คู่ต่อสู้หมดทางต่อสู้จนยอมแพ้ โดยกว่าจะได้ชัยชนะมาในแต่ละครั้งนั้นก็ต้องมีการฝึกซ้อมอย่างหนัก ต้องอาศัยความอดทนและความมีวินัยของนักกีฬาที่ดี รวมทั้งการมีครูฝึกที่มีความสามารถและยังผ่านสังเวียน MMA มาแล้วคือโค้ช ชนนภัทร วิรัชชัย หรือครูตอง ที่การันตีด้วยตำแหน่งแชมป์หลายสมัยเช่นกัน

ก่อนที่เธอจะก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาชกมวย MMA แถวหน้าของทวีปเอเชีย ก็ยังได้ผ่านเวทีมวยสมัครเล่นมาเช่นกันเพื่อหาประสบการณ์และนำวิชาที่ได้ฝึกฝนมานั้นออกมาใช้ เพราะเชื่อว่าทุกคนเมื่อได้เรียนรู้และฝึกฝนอะไรมาได้สักระยะหนึ่งแล้วก็ย่อมต้องการนำมาใช้ เพื่อจะได้เห็นข้อดีและข้อบกพร่องของตนเองแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขในช่วงเวลาฝึกซ้อมได้ ชัยชนะเป็นเหมือนกำลังใจแต่การพ่ายแพ้ก็สามารถนำมาเป็นยาชูกำลังได้เช่นกัน และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากกว่าการเตรียมพร้อมของร่างกายที่ว่าหนักแล้วยังต้องมีการเตรียมพร้อมของจิตใจอีกด้วยทั้ง สติ สมาธิและสัญชาตญาณ ซึ่งจะทำให้เกิดความพร้อมในการต่อสู้ได้อย่างแท้จริง

บทพิสูจน์ของคุณค่าในศิลปะการต่อสู้ MMA ผู้ชายฝึกดี ผู้หญิงก็ฝึกได้

คุณค่าของศิลปะการต่อสู้ MMA เหมาะกับทุกเพศทุกวัยที่สนใจอยากจะฝึกฝน ผู้ชายฝึกดี ผู้หญิงก็ฝึกได้และดีด้วยเช่นกัน อย่างน้อยถ้าหากไม่ใช่เพื่อลงแข่งขันก็ยังสามารถเป็นศิลปะการป้องกันตัวได้ดีเยี่ยมทีเดียว ถ้าหากว่าคนเรานั้นมีสัญชาตญาณของการต่อสู้ที่ดีก็จะเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์ต่าง ๆ เนื่องจากภัยร้ายมีอยู่ได้รอบตัวและเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ถ้าอาศัยความมุ่งมั่น ความขยันและความมีวินัยในการฝึกซ้อมก็สามารถก้าวไปสู่การเป็นนักกีฬา MMA ได้อย่างแน่นอนทีเดียว

BRAILIAN JIU-JITSU งูอนาคอนดาจากป่าอเมซอน

ศิลปะการต่อสู้ที่ถือว่าได้รับความนิยมมาก ๆ แขนงหนึ่งในขณะนี้คงจะมีชื่อของ BJJ หรือ Brazilian Jiu-Jitsu อย่างแน่นอน BJJ กลายมาเป็นที่สนใจของคนที่ชื่นชอบศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตัวเป็นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการก่อตั้งโรงเรียนสอน จัดตั้งการแข่งขัน และสมาคมเกี่ยวกับ BJJ ขึ้นมามากมาย นักสู้ที่มาจากประเทศบราซิลส่วนใหญ่หรือแทบจะทุกคนต้องเคยฝึกเคยเรียน BJJ กันมาทั้งนั้น แม้แต่นักกีฬา MMA ส่วนใหญ่ในโลกก็ต้องเคยฝึกฝน BJJ หรือถ้าไม่ได้ฝึกฝนโดยตรงก็ต้องฝึกฝนการป้องกันตัวการตั้งรับจาก BJJ อย่างแน่นอน

ศิลปะการต่อสู้แขนงนี้ได้ถูกพัฒนามาจากวิชายูโดซึ่งคิดค้นขึ้นมาโดย Kano Jigoro จะเน้นการกอดรัดฟัดเหวี่ยง การต่อสู้บนพื้น และพยายามหาจังหวะใช้กระบวนท่าต่าง ๆ ในการล็อคอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่ว่าจะเป็นในขณะยืนหรือนอนเพื่อทำให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ จุดเด่นของ BJJ คือคนที่มีร่างกายด้อยกว่า ตัวเล็กกว่า พละกำลังน้อยกว่าสามารถที่จะใช้เทคนิคและกระบวนท่าต่าง ๆ ในการเอาชนะคนที่แข็งแกร่งกว่าได้ไม่ยาก ในตอนแรกวิชายูโดถูกเรียกว่า คาโน่ จูจิสซึ ก่อนที่ Kano จะเปลี่ยนเป็นยูโดในภายหลังและชื่อของ Brazilian Jiu-Jitsu ก็มีที่มาจากชื่อนี้ จุดกำเนิดของ BJJ นั้นเริ่มมาจาก Mitsuyo Maeda เป็นชาวญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญวิชายูโดของสำนักโคโดกัน เขาได้รับคำสั่งจากผู้ก่อตั้ง( Kano Jigoro )สำนักให้ออกเดินทางไปเผยแพร่ศิลปะการต่อสู้ในปี ค.ศ. 1904 เขาเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ มากมายจนไปถึงประเทศบราซิลในปี ค.ศ. 1914 เขาได้พบกับ Gastao Gracie ซึ่งเป็นนักธุรกิจชาวบราซิลและลูกชายของเขา Carlos Gracie ได้ดูการสาธิตจาก Maeda จึงรู้สึกสนใจที่จะเรียนและขอ Maeda เป็นศิษย์ ต่อมา Carlos ฝึกฝนจนเป็นผู้เชี่ยวชาญและเริ่มก่อตั้ง BJJ ร่วมกับน้องชายของเขา Helio Gracie และในภายหลังตระกูล Gracie ได้พัฒนาศิลปะการต่อสู้ในแบบฉบับของพวกเขาอย่างต่อเนื่องและพยายามเน้นพัฒนาเทคนิคการต่อสู้บนพื้นเป็นหลัก ตระกูล Gracie เดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อเผยแพร่ศิลปะการต่อสู้ของพวกเขาซึ่งตอนนั้นมีชื่อเรียกว่า Gracie Jiu-Jitsu และได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Brazilian Jiu-Jitsu จนกลายมาเป็นศิลปะการต่อสู้อีกแขนงหนึ่งในโลก

ปัจจุบัน BJJ เป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งโลกและกลายมาเป็นศิลปะการต่อสู้ที่ได้รับการยอมรับในวงการศิลปะการต่อสู้ คนทุกเพศทุกวัยล้วนแล้วแต่สามารถฝึกฝน BJJ กันได้ทั้งนั้น ถือได้ว่าเป็นศาสตร์เป็นวิชาขั้นพื้นฐานของวิชาการต่อสู้บนพื้นหรือการต่อสู้ในท่านอนที่สำคัญมาก ๆ เรียกได้ว่าถ้าใครอยากจะเป็นนักกีฬา MMA ก็จำเป็นที่จะต้องฝึกฝนและเรียนรู้ BJJ เพื่อเป็นพื้นฐานในการป้องกันตัวในการต่อสู้ ทั้งนี้ศิลปะการต่อสู้แขนงนี้จัดได้ว่าเป็นศาสตร์ที่ทำให้คนที่มีร่างกายอ่อนแอกว่า แข็งแกร่งน้อยกว่า สามารถที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ที่แข็งแรงกว่าได้ด้วยเทคนิคต่าง ๆ และทำให้ทั่วทั้งโลกได้เห็นว่าคนที่มีสภาพร่างกายด้อยกว่าก็สามารถชนะได้เหมือนกัน

กระดูกชิ้นโตแห่งวงการ MMA “JON BONES JONES”

ในสมาคมศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานอย่าง UFC มีนักสู้ที่เก่งกาจอยู่มากมายหลายคน แต่มีกระดูกอยู่ชิ้นหนึ่งที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเจอกับเขาบนสังเวียนกรงเหล็ก ด้วยฝีไม้ลายมือที่ไม่ธรรมดา เทคนิคในการป้องกันตัวที่หาตัวจับได้ยาก การโจมตีคู่ต่อสู้ที่สุดแสนจะอันตราย โครงสร้างร่างกายที่เป็นต่อคู่ต่อสู้และพละกำลังความแข็งแกร่งที่ไม่เป็นสองรองใคร ปัจจุบันกระดูกชิ้นนี้ต่อสู้ในการแข่งขัน MMA ไปแล้วทั้งหมด 25 ไฟต์ ชนะไป 24 และแพ้เพียงแค่ 1 ครั้ง แต่เพียงครั้งเดียวที่เขาแพ้นั้นคือการแพ้ฟาล์วหรือการเผลอทำผิดกติกาโดยการตีศอกในทิศทางต้องห้ามใส่ Matt Hamaill ในการแข่งขัน The Ultimate Fighter ในปี ค.ศ. 2009 ทำให้เขาถูกปรับแพ้ไปในทันที และถ้าไม่นับการถูกปรับแพ้ครั้งนี้เขาก็ไม่เคยพ่ายแพ้ให้ใครเลย

Jon Bones Jones หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า Jonathan Dwight Jones เกิดที่เมือง Rochester รัฐ New York ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1987 เขาเริ่มลงแข่งขันและต่อสู้ในวงการ MMA ด้วยวัย 20 ปีและสามารถเอาชนะ TKO ด้วยการต่อยไปได้ในยกแรกเท่านั้น หลังจากนั้น Jones ชนะ 6 ไฟต์ติดต่อกันจนได้เข้าไปสู้ใน UFC ในปีเดียวกันและสามารถเอาชนะคะแนน Andre Gusmao ได้ในศึก UFC 87 นั่นถือเป็นการเริ่มต้นเส้นทางในวงการ MMA ของเขาอย่างเต็มตัว ในวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 2011 Jones มีโอกาสได้ชิงแชมป์กับสุดยอดนักสู้ MMA คนหนึ่งของวงการอย่าง Mauricio Rua ในศึก UFC 128 และเขาก็ไม่ยอมให้โอกาสนั้นหลุดมือไป เขาไล่ถลุงทั้งหมัดทั้งเข่าใส่ Rua และสามารถชนะ TKO ไปได้ในยกที่ 3 ทำให้เขากลายมาเป็นแชมป์รุ่น Light Heavyweight ที่มีอายุน้อยที่สุดด้วยวัยเพียง 23 ปี หลังจากได้แชมป์ Jones ก็ต้องป้องกันแชมป์กับนักสู้หิน ๆ ทั้งนั้นเช่น Lyoto Machida , Victor Belfort , Chael Sonen , Alexander Gustafsson และ Daniel Cormier เขาสามารถเอาชนะสุดยอดฝีมือในตอนนั้นและป้องกันแชมป์ไว้ได้ทั้งหมด ในตอนนั้นเขาถือว่าเป็นสุดยอดฝีมือของวงการ MMA ที่หาตัวจับได้ยากมาก Jon Jones เป็นนักสู้ที่มีเทคนิคการต่อสู้ที่ชาญฉลาดมาก จังหวะการเข้าหานิ่งและอันตราย และอาวุธครบเครื่องไม่ว่าจะเป็นการเตะ การต่อย ศอก เข่า หรือจะเป็นการสู้ในท่านอนและการทำ Submission ก็ไม่แพ้กัน  

สำหรับไอ้กระดูกชิ้นโตผู้นี้เขาคือสุดยอดตำนานของ UFC และวงการ MMA อีกคนหนึ่งที่ยังคงต่อสู้อยู่ แฟน ๆ ของ UFC และกีฬา MMA ต่างยกย่องให้เขาเป็นนักสู้ที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ ปัจจุบันนี้ Jon Jones สามารถครองเข็มขัดแชมป์ในรุ่น Light Heavyweight ไว้กับตัวเขาได้อีกครั้ง ปัจจุบันเขาอายุ 31 ปีและสภาพร่างกายหรือฟอร์มการต่อสู้ของเขาในตอนนี้ถือว่าดีมาก เชื่อว่า Jon Jones ยังสามารถที่จะต่อสู้ไปได้อีกนานหลายปีและสร้างสถิติใหม่ ๆ ให้กับวงการ MMA ได้อีกมากมาย

“Conor McGregor” ไม่ได้เก่งแค่ฝีปาก ฝีไม้ลายมือก็เก่งไม่แพ้กัน

ใครที่เป็นแฟนหรือติดตามกีฬา MMA อยู่คงจะรู้จักเกรียนไอริชผู้นี้กันเป็นอย่างดี เขาได้ชื่อว่าเป็นนักกีฬา MMA ที่เกรียนและมีลีลาคำพูดคำจาที่ยียวนกวนประสาทมากที่สุดคนหนึ่งในวงการ MMA เขามักจะใช้จิตวิทยาในการข่มขวัญคู่ต่อสู้และสร้างกำลังใจให้ตัวเองก่อนการแข่งขันด้วยคำพูดดูถูกเหยียดหยามและคำถากถางสารพัด ก็ประมาณว่ายั่วโมโหทำให้เสียสมาธิก่อนแข่งขันและสร้างความมั่นใจให้ตัวเขาเอง เรียกได้ว่าถ้าใครจะต้องขึ้นต่อสู้กับเขาจะต้องมีการสาดสงครามน้ำลายกันอย่างแน่นอน แต่ทว่าเกรียนไอริชผู้นี้ไม่ได้เก่งเฉพาะคำพูดเพียงอย่างเดียว ฝีมือในการต่อสู้ของเขาก็ไม่เป็นสองรองใครอีกด้วย

จากช่างประปาสู่การคว้าแชมป์โลกสองรุ่นคนแรกในประวัติศาสตร์ UFC

Conor McGregor เกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1988 ที่เมือง Dublin ประเทศไอร์แลนด์ ในตอนเด็ก ๆ เขาเป็นเด็กธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ไม่ได้มีความโดดเด่นในด้านไหนเลย เขาเล่นฟุตบอลและเป็นนักกีฬาฟุตบอลไปแข่งขันกันระหว่างโรงเรียนตามประสาเด็ก ๆ ทั่วไป จนอายุได้ 12 ปีเขามีโอกาสได้รู้จักกับกีฬามวยจากพ่อของเขาและมันทำให้เขารู้สึกว่ามีความสุขและเป็นตัวของตัวเอง จนอายุ 15 ปีเขาก็รู้สึกได้ว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่ได้ชอบกีฬาฟุตบอลขนาดนั้น เขากลับรู้สึกว่าเวลาได้ต่อยมวย ได้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ ตัวเขาเองกลับมีความสุขมากกว่า มันสนุก มันรู้สึกดี เป็นตัวของตัวเองแต่ก็ไม่ได้คิดที่จะจริงจังหรือยึดเป็นอาชีพ ในขณะนั้น Conor ตัดสินใจไม่เรียนหนังสือต่อเพราะรู้สึกว่าการเรียนสำหรับเขามันไม่ได้นำมาปรับใช้ในชีวิตเขาได้ แม่ของเขาจึงหางานมาให้ทำคือการเป็นช่างประปา เขาทำงานเป็นช่างประปาโดยที่ตัวเขาไม่ได้ชอบอาชีพนี้สักเท่าไหร่แต่ในเมื่อเขาตัดสินใจไม่เรียนต่อเขาก็ต้องทำงาน และหลังจากเลิกงานหรือมีเวลาว่างจากการทำงานเขาก็มักจะไปฝึกมวย ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ต่าง ๆ อยู่เป็นประจำทุกวัน วันหนึ่ง Conor รู้สึกว่าเขาอยากเป็นนักมวยอยากทำในสิ่งที่ตนเองชอบเขาจึงตัดสินใจออกจากงานเพื่อไปเป็นนักมวยพร้อมกับความไม่เห็นด้วยจากครอบครัวแต่เขาก็ยืนยันที่จะทำ เขาแข่งขัน MMA ครั้งแรกตอนอายุ 18 ปีและสามารถเอาชนะได้ในการขึ้นต่อสู้ครั้งแรก หลังจากนั้นเขาก็ต่อสู้มาเรื่อย ๆ จนสามารถคว้าแชมป์ถึง 2 รุ่นในรายการ Cage Warriors Fighting Championship ในประเทศไอร์แลนด์ได้ในเวลาไม่นาน จนฝีมือเขาไปเข้าตา Dana White ประธานของ UFC และได้มีการเซ็นสัญญาให้ Conor มาสู้ใน UFC หลังจากที่เขาเข้าไปสู้ใน UFC ก็สามารถชนะติดต่อกัน 7 ไฟต์รวดและคว้าแชมป์รุ่น Featherweight มาครองได้โดยการเอาชนะคนที่ครองแชมป์ในรุ่นนี้มายาวนานอย่าง Jose Aldo ด้วยเวลาเพียง 14 วินาที ต่อมามีโอกาสได้ชิงแชมป์รุ่น Lightweight กับ Eddie Alvarez และสามารถเอาชนะได้ ทำให้เขาสร้างสถิติที่สามารถครองแชมป์ 2 รุ่นในเวลาเดียวกันเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของ UFC

หลาย ๆ คนอาจมองว่าทำไมทุกอย่างมันดูง่ายไปหมด จากช่างประปาธรรมดาคนหนึ่งอยากจะเป็นนักมวยก็ลาออกจากงานมาฝึกมวย ฝึกศิลปะการต่อสู้ แล้วก็ไปขึ้นต่อสู้ เขาชนะ เขาได้แชมป์ แต่เชื่อเถอะว่า Conor McGregor ต่อสู้และพยายามเป็นอย่างมากกับเส้นทางอาชีพนี้ กับเส้นทางที่ตัวเขาเลือกเดิน และตัวเขาเองมักพูดเสมอว่า “ถ้าเราคิดว่าเราทำได้ เราก็จะทำมันได้”

ตำนานบนพื้นผ้าใบ กับ ศิลปะการต่อสู้แนวนอน Royce Gracie

ในวงการกีฬาทุกประเภทย่อมมีบุคคลสำคัญที่ทำผลงานหรือสร้างชื่อเสียงให้แก่วงการกีฬานั้น ๆ อยู่ไม่น้อย อาจจะเป็นตัวนักกีฬาเอง ผู้ฝึกสอน กรรมการผู้ตัดสิน หรือแฟนกีฬา ในวงการกีฬา MMA ก็มีอยู่มากมายหลายคนเช่นกันที่สามารถสร้างชื่อเสียง สร้างผลประโยชน์ และเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในวงการเลยก็มี ถ้าพูดถึงวงการกีฬา MMA คนดูส่วนใหญ่มักจะชอบนักสู้ที่ต่อสู้ในสไตล์ที่เตะต่อยเก่งหรือยืนสู้เก่งเพราะคิดว่าจะชนะและกุมความได้เปรียบในการต่อสู้ แต่มีชายผู้หนึ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติและความคิดแบบนั้นได้ด้วยสไตล์การต่อสู้ของตัวเอง เขาเป็นนักสู้ที่มีความแข็งแกร่งและหาตัวจับได้ยาก เขาสามารถชนะได้ทั้งนักสู้ที่เก่งกาจทางด้าน หมัดมวย เตะต่อย คาราเต้ หรือแม้แต่มวยปล้ำ ถ้าเจอกับเขาบนพื้นหรือในท่านอนมักจะแพ้พ่ายไปในทันทีทันใด

อย่าเผลอลงไปนอนก็แล้วกัน รับรองเสร็จแน่

Royce Gracie เกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1966 ที่เมือง Rio de Janeiro ในประเทศบราซิล Royce ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่เปิดโฉม UFC ออกไปสู่วงการต่อสู้โลกให้กว้างขึ้นอย่างแท้จริง เพราะในสมัยที่ UFC เริ่มก่อตั้งใหม่ ๆ ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานยังไม่เป็นที่รู้จักและที่มีก็มีแค่นักสู้ในสไตล์เตะต่อยหรือยืนสู้เท่านั้น แต่เขาเป็นนักสู้ที่ถนัดในการนอนสู้มากกว่าการยืนสู้ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากนักสู้ MMA ในสมัยนั้น โดยเขาได้นำศิลปะการต่อสู้ที่เรียกว่า Brazilian Jiu-Jitsu เข้ามาใช้ในการแข่งขัน ส่วนใหญ่แล้วศิลปะการต่อสู่แขนงนี้จะเน้นไปที่ท่านอนสู้ เทคนิคต่าง ๆ ในการป้องกันตัวจากการนอนสู้ หรือแม้แต่การที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ในท่านอนสู้และการทำท่าล็อกแขนล็อกขารวมไปถึงการล็อกคอ ในสมัยนั้น Royce ใช้การนอนล็อกคู่ต่อสู้ล้วน ๆ และสามารถเอาชนะนักสู้ที่ตัวใหญ่กว่า พละกำลังเยอะกว่า แข็งแกร่งกว่าหรือจะเป็นนักสู้ที่เก่งกาจในด้านหมัดมวย คาราเต้ มวยไทย หรือสไตล์อื่น ๆ เขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสไตล์การนอนสู้และ Brazilian Jiu-Jitsu ของเขาสามารถเอาชนะได้ จนถึงขนาดที่ว่านักสู้ในยุคหลัง ๆ ต้องเรียนรู้และฝึกฝน Jiu-Jitsu กันมาไม่มากก็น้อย อาจจะไม่ได้ฝึกฝนให้เก่งกาจเหมือน Royce แต่ก็ขอให้มีวิชาไว้บ้าง หรือบางคนอาจจะไม่ได้ฝึกฝนโดยตรงเพื่อจะใช้ในการต่อสู้แต่ก็ต้องฝึกฝนการตั้งรับและป้องกันการโจมตีจาก Jiu-Jitsu หรือการนอนสู้อย่างแน่นอน

ถือได้ว่า Royce Gracie คือผู้ที่เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับ UFC และวงการศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้ ในภายหลังเขาได้สร้างประวัติศาสตร์มากมายให้กับวงการศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานและกลายมาเป็นตำนานอีกคนหนึ่งในวงการ คนดูบางกลุ่มวิจารณ์การต่อสู้สไตล์เขาว่าเป็นการต่อสู้ที่น่าเบื่อ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ไม่มีความสนุกสนานในการต่อสู้เลย เพราะคนดูต้องการความสนุก การหลั่งเลือด หรือการ Knock Out แต่อย่าลืมว่านี่คือกีฬาคือการแข่งขัน สิ่งที่นักกีฬาต้องการคือชัยชนะ ไม่ใช่อาการบาดเจ็บ แขนหักขาหัก หรือความสนุกสนาน เพราะนักกีฬาก็คือมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น มีความรู้สึก ความเจ็บปวดเหมือน ๆ กับทุกคนบนโลก

จุดกำเนิดกีฬาเก่าแก่ “มวยปล้ำ” ศิลปะการต่อสู้ที่ไม่ใช่แค่การแสดง

ปัจจุบันนี้กีฬามวยปล้ำถูกพัฒนามาไกลจากยุคแรกเริ่มมากแล้ว หลาย ๆ คนคงรู้จักมวยปล้ำกันเป็นอย่างดีเพราะอาจจะเคยดูผ่านทางโทรทัศน์หรือเคยเห็นในหนังสือ ภาพที่เห็นคือการแข่งขันมวยปล้ำที่มีเวทีสี่เหลี่ยมใหญ่ ๆ อยู่ตรงกลางคล้ายกับสนามมวยและมีการเปิดตัวนักมวยปล้ำด้วยเสียงเพลงสุดอลังการ คนไทยเราส่วนใหญ่มักเข้าใจกีฬามวยปล้ำในรูปแบบนั้น แต่จริง ๆ แล้วทั้งหมดนั้นคือการแสดงโดยใช้ความสามารถของวิชามวยปล้ำเช่น รูปแบบในการต่อสู้ ท่าทางการเคลื่อนไหว เพื่อให้ความบันเทิง มีการสร้างบทบาท มีเนื้อเรื่อง และการกำหนดผลแพ้ชนะไว้ก่อนแล้ว เดิมทีรูปแบบของกีฬามวยปล้ำนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเพราะกีฬามวยปล้ำนั้นเป็นศาสตร์ที่สามารถใช้ป้องกันตัวและใช้ต่อสู้ได้จริง ๆ

กีฬามวยปล้ำนั้นมีมาอย่างยาวนานและถือว่าเป็นกีฬาที่เก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ ในยุคสมัยที่มนุษย์ยังไม่รู้จักประดิษฐ์อาวุธต่าง ๆ ขึ้นมาใช้นั้น ก็มีการฝึกฝนมวยปล้ำเพื่อใช้ป้องกันตัวและต่อสู้กับพวกสัตว์ป่าเวลาออกไปล่าสัตว์ หรือใช้ต่อสู้กับมนุษย์ด้วยกันเอง ต่อมาเมื่อมนุษย์รู้จักการใช้ประโยชน์จากไฟ การทำเกษตรกรรม การเลี้ยงสัตว์ การประดิษฐ์อาวุธและเครื่องไม้เครื่องมือขึ้นมา มวยปล้ำก็ได้เปลี่ยนบทบาทกลายมาเป็นสิ่งที่ให้ความบันเทิง เป็นการตัดสินและค้นหาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ผู้ชายจะมาแข่งมวยปล้ำกันเพื่อทดสอบความแข็งแรงเพื่อที่จะตัดสินว่าใครคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าหรือในกลุ่มนั้น ๆ เป็นกระบวนการในการคัดเลือกหัวหน้าเผ่าของมนุษย์ยุคโบราณ ต้นกำเนิดที่แท้จริงของกีฬามวยปล้ำนั้นไม่ได้มีการบันทึกไว้แน่ชัดว่าชนชาติใดริเริ่มขึ้นมาเป็นชนชาติแรก บ้างก็อ้างว่ากีฬามวยปล้ำกำเนิดในอารยธรรมยุคเมโสโปเตเมียโดยอ้างอิงหลักฐานจากภาพแกะสลักรูปมวยปล้ำมากมายในท่วงท่าต่าง ๆ ที่ผนังของวิหารและสุสาน Beni Hassan ในประเทศอียิปต์ และรูปมวยปล้ำในวิหาร Kyafaje ใกล้กับเมืองแบกแดดประเทศอิรัก ในทวีปเอเชียเราก็มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงว่าชาวมองโกเลียและจีนเป็นชนชาติแรกที่มีการเล่นมวยปล้ำโดยเล่นมาอย่างน้อย ๆ ราว 5,000 ปี มีประวัติศาสตร์มากมายเกี่ยวกับกีฬามวยปล้ำและการจัดการแข่งขันต่าง ๆ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาในปี ค.ศ. 1896 โลกของเราได้มีมหกรรมการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่างโอลิมปิก และแน่นอนว่ากีฬามวยปล้ำย่อมเป็นหนึ่งในชนิดกีฬาที่จัดการแข่งขันในโอลิมปิกและมีการแข่งมาอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

การเดินทางของกีฬามวยปล้ำนั้นยาวนานหลายพันปี ผ่านเรื่องราวหลายยุคหลายสมัยและไม่รู้จุดกำเนิดที่แน่ชัดของตัวเอง ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเริ่มต้นมาจากจุดไหน จากใคร แต่ที่รู้คือทุกวันนี้ยังมีกีฬามวยปล้ำอยู่บนโลก เพราะฉะนั้นแล้วมันไม่สำคัญว่าต้นกำเนิดของกีฬามวยปล้ำนั้นจะอยู่ตรงไหนของโลกแต่มันสำคัญที่กีฬามวยปล้ำมีมาตั้งแต่สมัยที่มนุษย์ยังไม่มีอารยธรรม ยังเป็นชนเผ่าเร่ร่อน และยังคงมีกีฬามวยปล้ำมาจนถึงปัจจุบันนี้

มือ – เท้า – สติปัญญา รวมกันเป็น TAEKWONDO

ถ้าตั้งคำถามว่าศิลปะการต่อสู้ที่มีเทคนิคการใช้เท้าได้ดีที่สุดคืออะไร คำตอบอันดับแรก ๆ ของผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้ก็คือ “เทควันโด” อย่างไม่มีข้อสงสัย เทควันโดเป็นศิลปะการต่อสู้ที่หลาย ๆ คนรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดีและได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วทั้งโลก ในประเทศไทยเราเองหลายคนก็มักจะเห็นโรงเรียนสอนเทควันโดอยู่มากมายหรือเด็ก ๆ นักเรียนที่ใส่ชุดเทควันโดและมีสายรัดเอวในสีต่าง ๆ เทควันโดสามารถฝึกฝนเรียนรู้ได้สำหรับคนทุกเพศทุกวัยและสามารถฝึกฝนอย่างจริงจังเป็นอาชีพไปแข่งขันเป็นกีฬา สามารถสร้างรายได้ สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองหรือประเทศชาติได้ ประเทศไทยเราเองก็มีนักกีฬาเทควันโดอยู่มากมายหลายคน ไปแข่งขันในระดับประเทศ ระดับโลก และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศก็หลายคน

เทควันโดเป็นศิลปะการต่อสู้โดยไม่ใช้อาวุธของประเทศเกาหลีที่มีประสิทธิภาพและนิยมนำมาจัดการแข่งขันมากที่สุดอย่างหนึ่ง คำว่า เท(ในภาษาเกาหลี) แปลว่า เท้าหรือการโจมตีด้วยเท้าเช่น การเตะ การถีบ เป็นต้น คำว่า ควัน(ในภาษาเกาหลี) แปลว่า มือหรือการโจมตีด้วยมือเช่น การชก การตบ เป็นต้น คำว่า โด(ในภาษาเกาหลี) แปลว่า สติปัญญา ทั้งสามคำรวมกันเป็น เทควันโด ซึ่งมีความหมายแปลว่า การใช้มือใช้เท้าในการต่อสู้ด้วยสติปัญญา จุดเริ่มต้นของเทควันโดนั้นเริ่มหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ในช่วงปี ค.ศ. 1910 – 1945 นั้นประเทศเกาหลีถูกรุกรานและยึดครองจากประเทศญี่ปุ่น โดยวิชาเทควันโดนั้นถูกพัฒนาขึ้นมาจากพื้นฐานของวิชาคาราเต้ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ของประเทศญี่ปุ่นเอามาผสมผสานกับศิลปะการต่อสู้ของประเทศเกาหลีเช่น Taekyon  Subak จึงทำให้เกิดศิลปะการต่อสู้แขนงใหม่ขึ้นมาก็คือเทควันโดนั่นเอง ด้วยการผสมผสานศิลปะการต่อสู้เข้าด้วยกันอย่างลงตัวจึงทำให้เทควันโดกลายมาเป็นศิลปะการต่อสู้ที่แตกต่างออกไปและมีท่วงท่าลีลาที่สวยงาม แต่ถึงแม้ว่าเทควันโดจะถูกพัฒนามาจากคาราเต้แต่ก็มีรูปแบบการต่อสู้ ลักษณะการออกอาวุธ การยืน การขยับและเคลื่อนไหว จุดเด่นที่แตกต่างจากคาราเต้อย่างชัดเจน เทควันโดนั้นมุ่งเน้นการใช้เท้าเป็นหลัก จะสังเกตได้ว่าในการแข่งขันเทควันโดการที่นักกีฬาจะทำแต้มทำคะแนนนั้นส่วนใหญ่มาจากการใช้เท้าโจมตีคู่ต่อสู้มากกว่าที่จะทำคะแนนโดยการใช้มือโจมตี เพราะความแตกต่าง ความแปลกใหม่ ของศิลปะการต่อสู้แขนงนี้จึงทำให้ชื่อของ เทควันโด เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

กีฬาเทควันโดนั้นเป็นศิลปะการต่อสู้อีกแขนงหนึ่งที่ยอดนิยมมาก ๆ และได้รับการยอมรับจากทั่วทั้งโลก เทควันโดได้เข้าไปรวมอยู่ในมหกรรมการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่างโอลิมปิก ด้วยแรงสนับสนุนจากรัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้ที่ผลักดันให้กีฬาเทควันโดได้เข้าไปมีส่วนร่วมในโอลิมปิกและยังมีการจัดแข่งขันเพื่อหาสุดยอดนักเทควันโดตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้

จากจิ๊กโก๋เกรียนไอริชสู้ตำนานแห่งวงการนักสู้ MMA

เชื่อว่าวันนี้หลายคนคงรู้จักเขากันแล้ว แม้ไม่ใช่แฟนหมัดมวยประเภท MMA ก็ตาม กับนักสู้ที่มีฉายาว่า เกรียนไอริช อย่าง Conor McGregor ที่เข้าได้สร้างประวัตศาสตร์และตำนานบทใหม่ให้กับวงการศิลปะการต่อสู้และ MMA โดยการข้ามสังเวียนกรง 8 เหลี่ยมไปชกกับ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ แชมป์โลกมวยสากลที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล จึงเป็นการสร้างปรากฏการณ์ที่แบบจะไม่เคยเกิดขึ้นบนโลกสังเวียนนักสู้ แม้ศึกนั้นเขาจะพ่ายไป แต่เขาก็ได้ใจคนดูทั่วโลกไปครอง เพราะสิ่งที่เขาทำได้พิสูจน์แล้วว่า เขาไม่ได้มีดีแค่คำพูด

จิ๊กโก๋ที่พลิกตัวเองด้วยศาสตร์แห่งต่อสู้

แม้ปัจจุบัน Conor McGregor จะยังไม่ลาวงการและยังมีสัญญาอยู่กับทาง UFC แต่ก็มีข่าวแว่ว ๆ ว่าอีกไม่นานเขาอาจจะลาสังเวียน เพราะเต็มอิ่มกับอาชีพนี้แล้ว และตอนนี้ถึงยังไง UFC ก็ยกให้เขาเป็นตำนานของวงการอีกคนไปแล้วด้วย แต่ก่อนที่ Conor McGregor จะมาถึงจุดที่สร้างชื่อให้โลกจดจำและสร้างรายได้มหาศาลในอาชีพหมัดมวยนี้ เขาก็แค่จิ๊กโก๋ในบาร์ธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ชีวิตค่อนข้างจะไร้ค่าเลยด้วยซ้ำ สมัยเด็กก่อนที่เขาจะมาค้นพบศาสตร์การต่อสู้ เขาก็คือเด็กหนุ่มที่หลงใหลฟุตบอลเหมือนเด็กผู้ชายทั่วไป พอช่วงอายุ 12 ก็เริ่มสนใจการต่อสู้ แต่ด้วยนิสัยที่ค่อนข้างก้าวร้าวเกเร ยังไม่ทันจะได้เรียนรู้วิชาอะไรก็ ต่อยตีกับเด็กคน ๆ อื่น  ๆไปทั่ว แม้กระทั่งเด็กที่โตกว่า เขาจึงคิดว่าตัวเองน่าจะไม่เรียนรู้หมัดมวยเพื่อเสริมทักษะต่อยตีให้กับตนเอง จึงได้ไปฝึก Kick Boxing และมวยสากล เส้นทางการเป็นนักสู้เริ่มจากตรงนั้น เขาเริ่มขึ้นชกมวยสากล และก็มีผู้ใหญ่เห็นแววมาเรื่อย ๆ เพราะเขาชกได้ดีถึงขั้นได้แชมป์ All-Ireland boxing Champion ในระดับเยาวชนมาเลยทีเดียว นั่นเป็นจุดส่งต่อทำให้เขามาพบกับ Tom Egan ผู้เปลี่ยนแปลงเขาให้กลายเป็นนักสู้ MMA โดยได้หาโค้ชศาสตร์การต่อสู้หลาย ๆ ด้านมาฝึกเขาทั้ง มวยปล้ำ คาโปเอล่า BJJ เทควันโด นั่นจึงทำให้เขาก้าวขึ้นสังเวียน MMA อย่างมั่นใจและค่อย ๆ ไต่บัลลังก์แชมป์มาเรื่อย ๆ

เส้นทางแชมป์ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

Conor McGregor แม้จะเป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ แต่บนสังเวียนเลือกไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาต้องเอาชีวิตเข้าแลกกับนักสู้มากฝีมือมากมายกว่าจะมาถึงจุดนี้ มีหลายครั้งที่เขาตั้งคำถามหาความคุ้มค่ากับการเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงเพื่อเงินเพียงเล็กน้อย จนทำให้อยากเลิกอาชีพนี้แต่ก็ได้กำลังใจจากภรรยาทำให้เขาฟันฝ่าวันนั้นมาได้ Conor McGregor ไต่อันดับจากนักสู้ค่าตัวธรรมดามาเรื่อย ๆ จนถึงกลายเป็นแชมป์โลก MMA และนักสู้ที่ได้ค่าตัวแพงที่สุดของวงการไปแล้ว ทุกครั้งที่เขาขึ้นต่อย อัตราต่อรองในคาสิโนที่รับพนันกีฬาจะคึกคักมากและมีเงินสะพัดทุกครั้ง แม้กระทั่งเว็บไซต์รับพนันทั้งฝั่งเอเชียที่เปิดรับพนันกีฬา MMA อย่าง VWIN ก็มีคนให้ความสนใจเข้ามาวางเดิมพันกันมากมายเช่นกัน ชายผู้นี้จึงไม่ได้แลกความสำเร็จมาเพราะความกร่างที่แสดงออกทางบุคลิกของเขาหรือโชคช่วยแต่อย่างใด แต่เขาพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นจากฝีมือของเขาล้วน ๆ จริง ๆ

Conor McGregor จึงเหมาะสมแล้วกับตำนานอีกบทหนึ่งของนักสู้ MMA แม้เขาจะแพ้แต่เขาไม่เคยถอดใจ เขากล้าที่จะลุกขึ้นมาสู้ใหม่ทุกครั้ง ตราบที่ยังมีลมหายใจก็ยังมียกต่อไปสำหรับชีวิตเสมอ